ความหมายของ 4 ‘ M ความหมายของ 7 ‘ S และ ความหมายของ 5 Forces Model

ความหมายของ 4 ‘ M

1.บุคลากรหรือคน (Man) เป็นผู้ที่ปฏิบัติภารกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ภายในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา

2.เงินหรืองบประมาณ (Money) เป็นงบประมาณที่นำมาใช้ในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

3.วัสดุ อุปกรณ์หรือสิ่งของ (Materials) หมายถึง วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้หรือสิ่งของที่นำมาใช้ผลิตและบริการรวมถึงอาคารสถานที่

(4.)การจัดการ (Management) หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ เช่น การบังคับบัญชา การกำหนดขอบข่ายงาน (Job Description) อำนาจหน้าที่ ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน การกำหนดเวลาที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

ความหมายของ 7 ‘ S

1. กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึง การวางแผนเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การพิจารณา จุดแข็ง จุดอ่อน ของกิจการ
2. โครงสร้าง (Structure) เป็นโครงสร้างขององค์การที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
3. ระบบ (System) หมายถึงกระบวนการและลำดับขั้นการปฎิบัติงานทุกอย่างที่เป็นระบบที่ต่อเนื่องสอดคล้องประสานกันทุกระดับ
4. รูปแบบ (Style) หมายถึง การจัดการที่มีรูปแบบวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะองค์การ
5. การจัดการบุคคลเข้าทำงาน (Staff) หมายถึง การคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถ การพัฒนาบุคคลกรอย่างต่อเนื่อง
6. ทักษะ (Skill) หมายถึง ความโดดเด่น ความเชี่ยวชาญในการผลิต การขาย การให้บริการ
7. ค่านิยมร่วม ( Shared value) หมายถึง ค่านิยมร่วมกันระหว่างคนในองค์การ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ความหมายของ 5 Forces Model

1. วิเคราะห์สภาวะการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

- จำนวนคู่แข่ง และความสามารถในการแข่งขัน (Market Structure)

- ความเจริญเติบโตของ Demand l

- ความแตกต่างของสินค้า Product Differences

- กำลังการผลิตส่วนเกิน

- ต้นทุนคงที่ของอุตสาหกรรม

- ต้นทุนในการเก็บรักษา

- อุปสรรคกีดขวางการออกจากธุรกิจ Sunk Cost, การเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร และโรงงานไปทำการผลิตสินค้าอื่น กระทำได้ยาก, ความผูกพันทางจิตใจ, หน้าตา และชื่อเสียง, ผลกระทบโดยรวมของธุรกิจทั้งหมด (ความต่อเนื่อง) , ข้อตกลงกับ สหภาพแรงงาน

2. วิเคราะห์คู่แข่งรายใหม่

Barrier to Entry อุปสรรคกีดขวางการเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ง่ายหรือยาก  ซึ่งได้แก่

- การประหยัดจากขนาด (Economies of Scale)

- ความแตกต่างของสินค้า (Product Differentiation) หรือความภักดีต่อยี่ห้อ (Brand Royalty

- เงินลงทุน (Capital Requirements)

- การเข้าถึงช่องทางในการจัดจำหน่าย (Access to distribution Channel)

- นโยบายของรัฐบาล (Government Policy) รวมถึงสัมปทาน และใบอนุญาตต่าง ๆ

- ต้นทุนแฝงในการเปลี่ยนแปลงสินค้าที่ใช้ (Switching Cost)

- ข้อได้เปรียบในเรื่องของการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี่ ประสิทธิผลที่ได้จากการเรียนรู้

การป้องกัน หรือการตอบโต้จากคู่แข่งเดิมในตลาดอำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์
อาจศึกษาจากพฤติกรรมของคู่แข่งเดิมในตลาด  ที่เคยทำในการตอบโต้การเข้าตลาดซึ่งการป้องกันจากผู้คู่แข่งเดิม อาจทำโดย การใช้การตัดราคา ซึ่งพบว่า ถ้าตลาดค่อนข้างอิ่มตัว หรือโตช้า ผู้แข่งเดิม มักจะตอบโต้อย่างรุนแรง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ ซึ่งตรงข้ามกับตลาดสินค้าที่ยังเติบโต ซึ่งไม่ค่อยมีการตัดราคารุนแรง

3. วิเคราะห์สินค้าทดแทน

- ความยืดหยุ่นในการทดแทนกันของสินค้า

- ต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สินค้าทดแทน

- ระดับความจงรักภักดีในสินค้า

- ระดับราคาสินค้าทดแทน และคุณสมบัติในการใช้งานของสินค้าทดแทน

- วิเคราะห์อำนาจต่อรองของลูกค้า

- ปริมาณการซื้อที่มาก ทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองสูง

- ข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้า ที่ผู้ซื้อทราบยิ่งมีมาก ก็ยิ่งมีอำนาจในการต่อรองสูง

- Brand Royalty

- การรวมตัวของกลุ่มผู้ซื้อ ยิ่งมาก อำนาจในการต่อรองยิ่งมาก

- ยิ่งความสามารถของผู้ซื้อ ที่อาจจะไปผลิตสินค้าเอง หรือความสามารถรวมกิจการไปข้างหลัง (Backward Integration) ได้ดีเท่าไร อำนาจต่อรองก็สูง

- ยิ่งต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงไปใช้สินค้าคู่แข่งอื่น ต่ำเพียงไร อำนาจในการต่อรองยิ่งสูง

5. วิเคราะห์อำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์

- จำนวนผู้ขายวัตถุดิบ ยิ่งน้อยราย ทำให้ Suppliers มีอำนาจต่อรองมากขึ้น  และสัดส่วนที่ Suppliers นั้นขายให้เรายิ่งน้อย อำนาจในการต่อรองยิ่งเพิ่มขึ้น

- การรวมตัวของ Suppliers ยิ่งมาก อำนาจต่อรองของ Suppliers ยิ่งมาก

- จำนวนแหล่งวัตถุดิบ หรือวัตถุดิบที่มียิ่งน้อย อำนาจต่อรองของ Suppliers ยิ่งมาก

- ความแตกต่าง และความเหมือนของวัตถุดิบ ยิ่งมาก ทำให้อำนาจต่อรองของ Suppliers ยิ่งมาก ยิ่งถ้า Supplier นั้นเป็นผู้ผลิตรายเดียว ยิ่งทำให้เขามีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply